10 กลยุทธ์การตลาดออนไลน์

การตลาดออนไลน์จะเริ่มเข้ามาบทบาทกับการทำธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหน เพราะ “การสื่อสารของคนไทย ได้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว” ปีนี้ ดิจิตอลจะมีบทบาทกับคนไทยมากขึ้น และจะทำให้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ช่องทางการสื่อสารออนไลน์เป็นหลักมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดี๋ยวนี้หลายคนเลิกส่งเอสเอ็มเอส หันไปใช้โปรแกรมส่งข้อความแบบ Line ที่เป็นโปรแกรมส่งข้อความฟรีหลายคนติดตามเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ว่าทำอะไรกันอยู่ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊คบนมือถือ

หรือหากต้องการซื้อของ ก็แทบไม่เปิดสมุดหน้าเหลืออีกแล้ว แต่ค้นหาสินค้าผ่านเสิร์ชเอ็นจินอย่างกูเกิลทันที ดูละครเมื่อวานไม่ทัน พอเช้าอีกวันก็ผ่านยูทูบได้ เห็นไหมครับว่ารูปแบบการสื่อสารและรับรู้ข้อมูลของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

ดังนั้นนักการตลาดและผู้ต้องการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้า “คุณต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไป” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาดูกันว่าปีนี้ การตลาดรูปแบบใดกำลังจะ “มา” และเริ่มเป็นช่องทางที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มีศักยภาพมากขึ้น มาดูกันครับ

เทรนการแข่งขันทางด้านการตลาดออนไลน์สมัยนี้แตกต่างจากสมัยก่อนไปมากที่เดียว เนื่องจากปัจจุบันนี้มีเครือข่ายอินเตอร์เนตที่เสถียรมากขึ้นให้การติดต่อสื่อสารสะดวกขึ้นเยอะ และโทรศัพท์มือถือก็สามารถเข้าเว็บไซต์ได้เกือบหมด ทำให้อะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป การค้นหาข้อมูลก็ค้นหาผ่านทาง Search Engine อย่าง Google ทันที ช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ หรือ แอ็พพลิเคชั่นใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เพื่อทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่พลาดการติดต่อ ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าคุณ….

 

1. ทุกอย่างจะมุ่งเข้าสู่โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Everything goto Social Network) 
คนไทยใช้ Facebook มากกว่า 13 ล้านคนหรือคิดเป็นมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และมากกว่าครึ่งเปิด Facebook ดูคลิปผ่าน youtube ทุกวัน หรือคนไทยดูคลิปฮิตต่าง ๆ สูงที่สุดของวีดีโอใน Youtube
ทำให้เห็นได้ชัดว่าพฤติกรรมคนไทยกำลังมุ่งเข้าสู่โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเห็นได้ชัด และโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเริ่มกลายมาเป็น “โครงสร้างพื้นฐานในการสื่อสาร (Infrastructure)” ของคนไทย เหมือนกับ โทรศัพท์, ทีวี หรือหนังสือพิมพ์ คนไทยจะเริ่มใช้ช่องทางนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มมีการต่อยอดของโซเชียลเน็ตเวิร์กไปยังกลยุทธ์ทางธุรกิจรูปแบบต่างๆ เช่น การตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network Marketing), การค้าขายผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Socail Network Commerce),
การประชาสัมพันธ์ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network PR) หรือแม้แต่การรักษาความสัมพันธ์ลูกค้าผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Socail Network CRM) เป็นต้น

 

2. การปรับแต่งโซเชียลมีเดียจะเป็นสิ่งจำเป็น (SMO – Social Media Optimization) 
เมื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นช่องทางหลายองค์เริ่มเข้ามาใช้กันมากขึ้นในการสื่อสารกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย การปรับแต่งโซเชียลเน็ตเวิร์กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น การวางแผนให้เกิดการแชร์และกระจายข้อมูลออกไปมากที่สุด, การติดตั้งเครื่องมือต่างๆที่ทำให้ผู้ใช้ร่วมส่วนร่วมมากขึ้น เช่น ปุ่มแชร์, ปุ่มชอบ (Likes), ปุ่มส่งต่อ (Retweet), สร้างลิงค์กลับมาเราให้มากที่สุด ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้โซเชียลเน็ตเวิร์กของเราสามารถเข้าถึงคนและกระจายข้อมูลออกไปให้ได้วงกว้างมากที่สุด และเกิดประสิทธิภาพที่สุด

 

3. ผู้มีอิทธิพลออนไลน์จะมีบทบาทในการสร้างกระแส (Online Influencer) 

เมื่อคนสื่อสารกันในโลกออนไลน์ของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์มากขึ้น คนที่มีคนติดตามมากๆ เช่น Facebook ที่มีคนชอบ (like) เยอะๆ หรือ Twitter ที่มีคนตาม (Follower) เยอะๆ Youtube ก็ต้องการ คน subscribe
หรือคนที่มีอิทธิพลทางความคิดกับคนอื่นในช่องทางออนไลน์ ก็จะเริ่มเข้ามาบทบาทในการสร้างกระแส หรือการทำให้คนอื่นๆ เชื่อและเกิดความคล้อยตามได้ไม่ยาก เพราะการพูดและสื่อสารออกมาของคนที่มีอิทธิพล (Influencer) เหล่านี้ ก็จะไปสร้างและโน้มน้าวให้คนอื่นๆ ที่ติดตามเค้าอยู่นั้นเกิดความคล้อยตามในทิศทางเดียวกัน

 

4. ตำแหน่ง (Location) จะเข้ามาบทบาทในการทำการตลาดมากขึ้น
เมื่ออุปกรณ์หลายอย่างสามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้ได้ เช่น มือถือ,แท็ปเล็ต, กล้องถ่ายรูป หรือ รถยนต์ และแอ็พพลิเคชั่นที่สามารถนำตำแหน่งของคน มาใช้ประยุกต์กับการตลาดได้ไม่อยากเช่น Foursquare, Google Map, Facebook Place ทำให้ “ตำแหน่งของลูกค้า” เริ่มเข้ามามีบทบาท และจะทำให้การสื่อสารไปหาลูกค้ามีความแม่นยำ และเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ร้านโดนัทที่สยามสแควร์สามารถรู้ได้ทันทีว่า ใครคือลูกค้าที่เข้าซื้อสินค้าของร้านค้าเค้าบ่อยๆ จากประมาณการเช็กอินของลูกค้าผ่านโปรแกรมต่างๆ ทางมือถือ

 

5. เมื่อโลกออนไลน์เชื่อมโยงกับโลกออฟไลน์ (O2O Marketing) 
การตลาดบนโลกออนไลน์ จะเริ่มเข้าไปมีบทบาทเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจหน้าร้านค้าปกติ (ออฟไลน์)ได้อย่างมาก อย่างเช่น หลายคนหาข้อมูล-ส่วนลด ร้านอาหารจากทางออนไลน์ผ่านบริการของดีลพิเศษแต่ละวัน
(Daily Deal) เพื่อนำไปทานอาหารกับเพื่อนๆ หรือ ลูกค้าบางคนส่อง QR Code เพื่อรับข้อมูล ณ.จุดขายเพื่อสามารถดูข้อมูลสินค้า และรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นได้ ดังนั้นการเชื่อมโยงข้อมูลจากโลกออนไลน์ไปกระตุ้นหรือทำให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าในโลกออฟไลน์กำลังจะเริ่มเติบโตมากขึ้น ซึ่งบางธุรกิจสามารถเพิ่มยอดขาย และจำนวนลูกค้าได้มหาศาลจากการตลาดลักษณะนี้

 

6. หลากอุปกรณ์ทีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและแอ็พพลิเคชั่น (Device & Application)
     ปีนี้จะเป็นอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเราจะสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ทำให้มันมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก เช่น มือถือ, ทีวี, รถ ยนต์, วิทยุ และจำนวนคนไทยใช้แอ็พพลิเคชั่นก็เพิ่มมากขึ้น รูปแบบต่างๆ เหล่านี้เริ่มมาบทบาทเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้มากขึ้น ดังนั้น ทำให้นักการตลาดสามารถเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ในการสื่อสารกับลูกค้านอกเหนือจากทางหน้าคอมพิวเตอร์ เช่น นักการตลาดเริ่มติดต่อลูกค้าผ่านช่องทางแอ็พพลิเคชั่นใหม่ๆ อย่าง  Line หรือ Instagram เป็นต้นหรือบางคนก็อาจะสร้างแอ็พของตัวเองขึ้นมาในการติดต่อกับลูกค้าโดยตรงได้ทันที

7. เมื่อเทคโนโลยีฉลาดและอัตโนมัติมากขึ้น (Semantic Technology)
     เรากำลังอยู่ในยุคของข้อมูลอย่างแท้จริง โดยรอบๆ ตัวเราที่เคลื่อนที่ไปจะมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น ข้อมูลตำแหน่งพิกัดตัวคุณ, ข้อมูลสภาพอากาศ, การจราจร หรือธุรกิจต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวคุณ ณ.ขณะนั้น (Context Information) ซึ่งข้อมูลแต่ละอย่างจะสามารถนำมาเชื่อมโยงและสร้างให้เกิดข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับตัวคุณโดย อัตโนมัติและทันที (Real Time) ดังนั้น นักการตลาดเริ่มจะเห็นความสำคัญของข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ นำมาประกอบกันเพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองกับคนๆ นั้นๆ ในพื้นที่ๆ นั้น ได้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว

8. รู้ลึกถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยการวิเคราะห์จากพฤติกรรมทางออนไลน์ (Behavioral Marketing & Analytic) 
เราสามารถเข้าใจและเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมของลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายเราได้ง่ายมากขึ้น เพราะด้วยข้อมูลมากมายมหาศาลที่อยู่ในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพฤติกรรมการใช้เว็บไซต์ (Web Log) หรือ ข้อมูลการใช้งานโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ หรือแม้แต่การพูดคุยสื่อสารผ่านทางออนไลน์ต่างๆ สามารถรวบรวมนำมาวิเคราะห์ เพื่อทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเรามากขึ้น โดยมีเครื่องมือต่างๆ ออกมาช่วย เช่น Google Analytics, Truehits.net, ZocialRank.com ซึ่งปีนี้จะเป็นปีที่นักการตลาดให้ความสำคัญกับข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น เพื่อทำให้เราสามารถเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

9. การค้าบนโลกออนไลน์จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว (E-Commerce Expansion) 
ถึงแม้ว่าการค้าบนโลกออนไลน์หรือ E-Commerce จะเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมานาน แต่มันจะได้รับความนิยมมากขึ้นในปีนี้ เพราะในปีที่ผ่านมา เริ่มมีบริษัทให้ความสนใจในการขยายช่องทางการขายออกไปยังในโลกออนไลน์ อย่างเช่น เปิดร้านขายของออนไลน์ หรือ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เริ่มกระโดดเข้าสู่สมรภูมิการซื้อของออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับระบบชำระเงินออนไลน์และระบบขนส่งสินค้าภายในประเทศพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ทำให้การซื้อขายสินค้าทางออนไลน์เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆ แบรนด์และธุรกิจต่างให้ความสำคัญมากขึ้นในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก

 
10. ทุกอย่างจะหล่อหลอมรวมเข้าด้วยกัน (Media Convergence) 

เมื่อเทคโนโลยีและสื่อมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย โดยทุกอย่างจะเริ่มถูกนำมาหล่อหลอมรวมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การใช้วิธีไดวิธีหนึ่งอาจจะไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นเราจะเริ่มเห็นการสื่อสารเต็มรูปแบบ
โดยมีกลยุทธ์และเทคโนโลยีหลากรูปแบบภายใต้แคมเปญหรือกลยุทธ์หลักกลยุทธ์เดียว เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการทำการตลาดยุคใหม่ บางคนอาจจะเรียกวิธีนี้ว่า IMC (Integrated Marketing Communication) เป็นการใช้สื่อดั่งเดิมเข้าผสมผสานกับสื่อออนไลน์รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างกลยุทธ์รูปแบบใหม่ ที่จะเข้าถึงลุกค้าได้ในทุกๆ สื่อและช่องทางที่ลูกค้าอยู่ เช่น กลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่จะมีทั้ง สื่อทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ออนไลน์ มือถือ แอ็พพลิเคชั่น โซเชียลเน็ตเวิร์ก การใช้ตำแหน่งของ ลูกค้า ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้มาสร้างเป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *